3 ปี.......

หลังจากวันนั้น........


พรุ่งนี้จะเป็นวันที่ผมอายุ 15 ปีบริบูรณ์


ซึ่งตรงกับวันที่5 พฤษภาคม วัน15 ปีอัจฉริยะ......


ผมไม่ทราบ ว่า เป็น เพราะ เทวดาอวยพร หรือ พญามาร สาปส่งกันแน่วันเกิดของผมจึงเป็นวันนี้.....
วันที่ พ่อ และ แม่ ของผม เอามผมมาไว้ที่นี่


ดวงอาทิตย์ ยามเช้าเคลื่อนตัว ขึ้นพ้นแนว ขอบฟ้า จะพูดให้ถูก เป็น ยอดตึกและสิ่งก่อสร้างจำนวนมหาศาลต่างหาก


ดวงอาทิตย์......


ไม่มีวันดับสูญ.......


น่าอิจฉา เหลือเกิน.......


3ปีที่ผ่านมา นั้น เหมือนกับช่วงเวลาก่อนที่เอลวินจะก้าวเข้ามาไม่มีผิด.....


ไม่มีใครคุยกับผม ไม่มีใครเข้ามาทัก ไม่มีใครสนใจ


...อยู่ตัวคนเดียว....


อีกวันเดียวก็จะถึงวันนั้น


วันที่เอลวินจากไป.......


วัน 15 ปี อัจฉริยะ......


คุณพ่อเรียกพวก เด็กๆ ที่มีอายุ 15ปี มารวมกันที่ลาน ตรงกลาง เพื่อพูดอะไรบางอย่างก่อนพวกเราจะไปในวันพรุ่งนี้


สวัสดีลูก ๆ ทุกคน พ่อคิดว่าทุกคนคงรู้แล้วว่าพรุ่งนี้จะมีทหารมารับพวกลูกเพื่อไปเตรียมตัวสำหรับเข้าร่วมวันสิบห้าปีอัจฉริยะ
คุณพ่อกล่าวเสียงอ่อนโยนเมื่อเห็นว่าเด็กอายุ 15 ในสถานรับเลี้ยงเด็กมารวมกันครบแล้ว
เด็กบางคน ร้องไห้......


เพื่ออะไรกัน......


พ่ออยากให้ลูกๆ ตั้งสติให้ดี เพราะพรุ่งนี้จะเป็นวันพลิกผันชีวิตครั้งใหญ่ของลูก ถ้าลูกอยากจะไปเรียนต่อกับรัฐบาล พ่อก็ไม่ว่าอะไร พ่อคิดว่ามันดีด้วยซ้ำ ที่ไม่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในที่ซึ่งไม่มีอะไรสอนลูกๆ แบบนี้

เด็กหญิงเริ่มควานหาผ้าเช็ดหน้า......

เด็กชายเอามือปาดน้ำตา.......

ขณะที่ผมเริ่มง่วงนอน......
ฉะนั้นวันนี้ขอให้ลูก ๆ คิดถึงเรื่องที่ผ่านมา เหตุการณ์ไหนน่าจดจำที่สุดเมื่อลูกอยู่ที่นี่ และเหตุการณ์ไหนน่าสะเทือนใจที่สุดเมื่อลูกอยู่ที่นี่ วันพรุ่งนี้สถานที่แห่งนี้จะไม่ใช่ที่อยู่ของพวกลูกต่อไป ที่ที่ลูกต้องอยู่คือโลกภายนอกอันกว้างใหญ่ไพศาลต่างหาก
เมื่อคุณพ่อพูดถึงตรงนี้ น้ำใส ๆ ก็ไหลออกมาจากดวงตาของเขา กระนั้นคุณพ่อก็ยังพยายามเปิดปากพูดต่อ

น้ำตา fake รึเปล่าน้า~~~......


ที่ที่ลูกต้องอยู่คือโลกภายนอกอันกว้างใหญ่ไพศาล

ไล่กันแล้วนี่นา ตาแก่~ เลี้ยงไม่ไหวแล้วใช่มั้ย ?


พูดจบ คุณพ่อก็ส่งยิ้ม บนหน้าอ้วนๆ นั้นให้เด็กๆพลางเดิน ออกไป แต่ก็ หันหลังกลับมาอย่างฉับพลัน พร้อมกับดึงบางสิ่งออกมาจากเสื้อ


คนไหนชื่อ ซอร์ด มานี่หน่อยซิ


คุณพ่อเรียกผมทั้งๆที่เราไม่เคยคุยกันมาก่อน และ ที่ เขาพูด แบบนั้น ก็แน่นอนว่า เขาไม่รู้ชื่อผม


ผมเดินตามคุณพ่อไปเรื่อยๆจน มาถึงห้องทำงานของ คุณพ่อ


สิ่งของต่าง ๆ ภายในห้องถูกจัดอย่างเป็นระเบียบ ใกล้ประตูมีโซฟาขนาดที่นั่งสองคนสีฟ้าสดใส บริเวณพื้นมีพรมขนาดใหญ่ซึ่งถักทอจากหนังแกะ และถัดจากโซฟาไปจะเป็นโต๊ะไม้สีน้ำตาลเข้มกับเก้าอี้แบบมีพนักพิงสีน้ำเงิน ผมมองสำรวจไปรอบ ๆ ห้องก็พบว่ามีกล้องวงจรปิดอยู่สองตัว ซึ่งมันจะส่องให้เห็นทุกมุมของห้องนี้

นั่งก่อนสิ
คุณพ่อพูดพลางชี้ไปที่โซฟา ท่านเดินไปที่โต๊ะของท่านแล้วหยิบซองจดหมายซองหนึ่งออกมาจากลิ้นชัก ท่านกลับซองไปมาครู่หนึ่งก่อนจะเดินมาหาผมและยื่นให้ผม ผมคงไม่รู้สึกอะไรถ้าไม่ได้ยินเสียงพูดต่อมาของคุณพ่อ


จดหมายนี่เป็นของเธอ เอลวินฝากไว้กับทหารที่รักษาการในวันสิบห้าปีอัจฉริยะเมื่อสามปีก่อน เขาบอกให้ฉันส่งมันให้กับเด็กชื่อซอร์ดในปีนี้
คุณพ่ออธิบายด้วยท่าทางไม่ใส่ใจนัก

ผมค่อย ๆ แกะซองจดหมายอย่างบรรจง แต่ใจกลับ เต้นระรัว ซองที่มีเหลืองอ่อนๆ แสดง ถึงการเก็บรักษาแบบชุ่ยๆ บางทีเอลวิน อาจจะย้ำให้ดูแลจดหมาย ดีๆแล้ว แต่ จดหมายก็ยังออกมาแบบนี้......


อย่างน้อยที่สุดมันก็มาถึงมือผม.......


ผมเริ่มอ่าน จดหมายนั้นอย่างร้อนรน ลายมือ ชุ่ยๆ อ่านแทบไม่ออกแบบนี้เป็นลายมือ ของเอลวินแน่นอน

ถึงซอร์ด
เมื่อนายได้อ่านจดหมายฉบับนี้ ฉันก็คงจากไปแล้ว ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะท่าทีนายมันบ่งบอกว่าฉันกำลังใกล้ตายน่ะสิ ฉันไม่รู้หรอกว่าดวงตายมทูตของนายเห็นเลขของฉันเป็นเลขอะไร แต่จากการกระทำทุกอย่างก็สามารถสรุปได้ชัดเจนว่าตัวฉันมีระดับสติปัญญามากกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบ


แน่ล่ะว้อยไอ้บ้า~~ ยังจะมีหน้ามาพูดดีอีกนะ


อย่าเสียใจนะ ซอร์ด ไม่ว่ายังไงก็อย่าเสียใจเด็ดขาด ลืม ชั้นไปเลยก็ได้ ลบชั้นออกไปจากความทรงจำของนาย ทำให้ชั้นกลายเป็นคนที่ไม่เคยมีตัวตนไปเลย

รู้อะไรมั้ยเจ้าเตี้ย วัน 15 ปี อัจฉริยะ น่ะมีอะไร ซ่อนอยู่มากมายแน่ๆ น่าเสียดายที่ ชั้นมีชีวิตไม่พอที่จะ หามัน ฮะ ฮะ ฮะ ฮะ


จากวันที่ชั้นฝากจดหมายนี้ก็อีก ประมาณ 26,256 ชั่วโมง นายก็ต้อง นั่ง ไอ้รถ ตู้ โยกเยก ชวน อ้วกนั่นแล้วสินะเวลาเนี่ยช่าง ผ่านไปเร็วไม่สมใจชั้นเลยให้ตาย


กลัวมั้ย ซอร์ด .....

กลัว ความตายมั้ย......

ช่วงเวลา 3 ปี คงทำให้นายรู้อะไร ต่อ มิอะไร ขึ้นอีกเยอะ(หวังว่าจะไม่ใช่ เรื่อง สาว นะไม่งั้น ชั้นเสียเปรียบแย่ ฮ่ะ ฮ่ะ)

ชั้นรู้มาตลอด แหละ ว่าทั้งนายและชั้น มี IQ เกิน 150 แต่ชั้นก็ทำใจไม่ได้ อยู่ดี

จำไว้นะ ซอร์ด ไม่ว่านายจะอยู่ที่ไหน นายก็ยังคงเป็นนาย IQ นาย จะไม่ลดต่ำลงไปกว่า 150 แต่ถึงมันจะลด นายก็ยังคง ฉลาดกว่า คนอื่นอยู่ดี


การกระทำของคนเราน่ะ บ่งบอกทุกสิ่ง


อ๊ะ~~ คุณทหารมาตามซะแล้ว~ ชั้นต้องไปแล้วล่ะ เจ้า เตี้ย เอ๊ย~~~


โชคดี เพื่อนรัก



.................
...........

ให้ตาย~ อะไรนักหนา ฟะเนี่ย.....



น้ำตาอีกแล้ว............


ทั้งๆที่คิดว่าจะไม่ร้องไห้อีก..........


ทุกคำ..........


ทุกคำที่ผ่านตาไป..........


ความทรงจำเกี่ยวกับเอลวิน มัน พรั่งพรูเข้ามา..........


รู้สึกว่า ไม่ควร ปลดปล่อย อารมณ์ ออกมาแบบนี้ ทั้งด้วยคำมั่นต่อตนเอง ทั้งอยู่ต่อหน้าคูรพ่อ.......


แต่ น้ำตา เหล่านั้นทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นเยอะ.........


ดีใจที่ได้เห็นลายมือของเอลวิน............


ได้อ่านสำนวนการใช้ภาษาที่ถูกบ้างผิดบ้างของเขา...........


ผมดีใจ.........


ที่ยังสามารถ ร้องไห้ กับเรื่อง ที่อยากร้องได้อยู่...........


อย่างน้อยมันก็ยืนยันว่าผมยังเป็น มนุษย์ ที่มีอารมณ์นึกคิด และ สามารถรับรู้สิ่งต่างๆรอบตัวได้...
คุณพ่อซึ่งยืนเงียบมานาน แตะ ไหล่ผมเบาๆ และ ยื่น ผ้าเช็ดหน้าให้

ก่อนที่เขาจะพูดอะไร ผม ก็ดึงผ้าเช็ดหน้าของผมขึ้นมาป้าย หยดน้ำบนหน้า โดยไม่ได้รับ ผ้าผืนนั้น

คุณพ่อดึงมือกลับไปโดยไม่พูดอะไร.......

ผมใช้เวลา ซักพัก ในการ ระงับ สติ อารมณ์ และ ควบคุมบ่อน้ำตา ผมผ้าเช็ดผืนเก่า พับอย่างลวกๆ และ จับมันยัดใส่กระเป๋าเสื้อ



เธอเป็นอะไรกับ เอลวินเหรอ~~



...............


เป็นเพื่อนกันน่ะครับ


ผมเลือกคำตอบ อย่างไม่ลังเล เพราะรู้ดีว่า นั่น เป็นทางที่ดีที่สุด ไม่ให้มันโน้มไปทางใดทางหนึ่ง


ทำไม เธอ เป็น เพื่อนกับเอลวินล่ะ เด็กคนนั้นน่ะ~.....


คุณพ่อหยุดชะงักไปด้วยสายตา เกรี้ยวกราด ดุดัน.......


ของผม.........


เพราะเขามี IQ เกิน 150 เหรอครับ


.......

ใช่......

แล้วคุณพ่อคิดว่าทำไมล่ะครับ

บางที.....อาจเป็นเพราะ......เธอมีIQ เกิน 150 เหมือนกับเขา


เลือดของผม สูบฉีดขึ้นสู่สมองอย่างบ้าคลั่ง โดยไม่สนว่ามันอาจจะทำให้ผมเลือดคั่งในสมองผมแตกตาย

แล้ว~~ ถ้าใช่~~ แปลว่าผม และ เอลวิน จะไม่มี โอกาศคุยกับคนอื่นที่มีIQต่ำกว่า150เลยใช่มั้ยครับ


ถ้าคุณพ่อรู้ว่าผมมี IQ เกิน 150 เขาคงเลิกคุยกับผมไปเลยแต่ใครจะไปสน ที่ผ่านมาเขาก็ไม่เคยคุยกับผมอยู่แล้วนี่ มิหนำซ้ำพรุ่งนี้ผมก็ต้องไปจากที่นี่แล้ว


คุณพ่อ อึ้งไป ซักพัก กับ คำพูด ที่เหมือนจะบอกตัวเองมีIQเกิน150แน่นอนของผม ในที่สุดเขาก็เริ่มเปิดปากพูด


พูดตามตรงนะ พ่อมองว่าคนที่ไอคิวเกินหนึ่งร้อนห้าสิบน่ะ เหมือน คนบ้า มากกว่า อัจฉริยะ เธอรู้ไหมว่าทำไมรัฐบาลถึงกำจัดเด็กที่มีระดับสติปัญญาเกินหนึ่งร้อยห้าสิบ


อาจจะเพราะ~~~ พวกมัน กลัวคนที่ โง่น้อยกว่าตัวเอง ก่อ กบฏ ล่ะมั้งครับ


คุณพ่อถึง กับปากสั่น หน้าซีดเผือด คำพูดของผม ที่เรียก รัฐบาลที่ ทุกคนเกรงกลัว ว่า มัน คงส่ง ผ่านไปถึงคุณพ่อ ได้มากกว่าที่ผมคิดนิดหน่อย


เด็กที่มีระดับสติปัญญาเกินหนึ่งร้อยห้าสิบน่ะ เป็นคนบ้ารัฐบาลกลัวว่าพวกคนบ้าจะสร้างคณะเพื่อปฏิวัติประเทศ และยิ่งมีระดับสติปัญญาสูงตั้งแต่เด็ก ก็หมายความว่าเด็กคนนั้นจะมีเวลาสร้างคณะปฏิวัติมากกว่าผู้ใหญ่ อาจกลายเป็นคณะปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ก็เป็นได้

คุณพ่อ รวบรวม สติและพูดขึ้นเหมือนกับจะพยายาม ชักจูงผมไม่ให้ เอียงซ้ายไปมากกว่านี้

ปฏิวัติ เหรอ.......


รอยยิ้ม เลศนัย ปรากฏ ขึ้นที่มุมปากของผมอย่างฉับพลัน


ถ้าจริง ก็ดีสิครับ ไอ้รัฐบาล งี่เง่าที่ลดทอนอิศระภาพของประชาชน และ ปกครองโดยไม่เปิดเผยตัวพันธ์นี้ หากล่มสลายไปล่ะก็ ประเทศคงเจริญ ขึ้นเยอะ ล่ะครับ



รัฐบาลที่ไร้ความจริงใจน่ะ ทำอะไรได้งั้นเหรอครับ


คุณพ่อหน้าซีดลงไปอีก ใบหน้าแทบจะไร้เลือดฝาดราวกับคนตาย ท่าทาง อยากจะโต้กลับแต่ก็ไม่สามารถทำได้ คุณพ่อเพียงแค่ ยืนอึ้งมือไม้สั่น อยู่ตรงนั้น ผมเห็นสภาพนั้นของคุณพ่อแล้ว รู้สึกสะใจอย่างประหลาด

ผมเสียบกระดาษสีเหลองอ่อนด้วยฝุ่นละอองลงไปในซองเดิมของมัน ก่อนจะผลักประตูกระจกก้าวออกไปจากห้องคุณพ่อ โดยไม่คิดจะเหลียวหลังกลับไปมองอีก บรรยากาศรอบข้างเงียบสนิท ผมไม่ได้ยินแม้แต่เสียงฝีเท้าของตัวเอง ด้วยความที่ปกติผมเองก็เดินเงียบ อยู่แล้ว

ประตูสีน้ำตาลเก่าคร่ำคร่า ถูกเปิดออก

ผม เอนตัวลงบนเตียง ตัวเดิม มันส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด น่ารำคาญตามปกติ.....

ตามปกติ......

ทุกอย่างในนี้ยังคงอยู่ในสภาพเดิมของมัน......

จนกว่าจะถึงวันพรุ่งนี้.....

ข้าวของของผมจะถูก แพ็ค ใส่ลัง เบียร์เก่าๆ กับเป้สีดำสนิท ซึ่งผมเตรียมไว้นั่น และ ถูกย้ายออกไป.....

ถ้าผมรอดมันก็จะกลับมาอยู่กับผม.......

แต่ถ้าไม่มันก็ถูกบริจาคไป.......

ห้องสี่เหลี่ยมแคบๆมีหน้าต่าง 2 บานนี้ก็คงจะถูกส่งต่อไปให้รุ่นน้อง......

พวกรุ่นน้องจะดูแลห้องของเราดีรึเปล่านะ......

จะลบ รอย เขียนเล่นบนกำแพงที่ ผม กับ เอลวินเขียนไว้รึเปล่า.....

เจ้าเตียงนี่ล่ะ.......
มันเก่ามากแล้วเป็นไปได้ว่าจะถูกทิ้งไปในรุ่นนี้......

แต่ถ้าไม่ จะมีคน บอก พวกที่มาใช้ห้องนี้รึเปล่านะว่า เวลานอน ต้อง ปรับ มุมเตียงตรงฐานให้เอียงขึ้น 2 องศา เพื่อมันจะได้ไม่พังลงมา.....

..........

ความคิดประเภทนี้ ผุดขึ้นมาในหัวผมเต็มไปหมด.......

ผมรู้สึกผูกพัน กับห้องนี้ กับสิ่งของ มากกว่าคน ที่อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กนี้ เสียอีก คงเป็นเพราะผมใช้เวลาอยู่กับมันมากกว่ากระมัง......

พอคิดอย่างนั้นแล้ว ก็เริ่มเป็นห่วงมันขึ้นมาราวกับมันเป็นญาติ ของผม......

เวลาผผมเหงา นอกจาก เอลวิน แล้ว ผมคงนึกถึงเจ้าพวกนี้.....

เตียง.....

หนังสือ อ่านเล่น ไร้สาระ.....

รอยขีดค่า บนกำแพง.....

หน้าต่าง......

ช่วงเวลาเก่าๆ ถูกรื้อค้น ขึ้นมา.....

ถึงแม้จะเลิศเลอ แต่ก็เป็นความทรงจำที่ไม่เลว......

ได้นึกถึงพวกนี้ ในวันนี้ ก่อนจะ ก้าวออกไปในวันข้างหน้าอย่างน้อย ก็ชื้นใจว่าเรามีสิ่งๆหนึ่งที่ผูกพันธ์กับมัน ...........

เห็นมั้ยเอลวิน......

.......มัน วิเศษ จะตาย......
วันนึง ถ้าชั้นได้เจอกับนายอีก......

ชั้นอยากจะบอกนายแค่นี้แหละ.......


.................................


ขณะนี้ทหารขึ้นตรงต่อรัฐบาลได้มารออยู่ที่หน้าสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าแล้ว ขอให้เด็กอายุสิบห้าปีทุกคนเดินออกมาที่หน้าประตูในเวลานี้

กรมมเวร.......
เผลอหลับจนเช้าเลยแฮะเรา........

ยังไม่ได้ แพ็ค ของ ซักอย่างเลยว้อย~~

เอาวะ จับ ยัดๆลงไปก่อน ยังไม่รู้เลยว่าจะรอดรึเปล่า

แต่ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่ผมคิด
ก็มีโอกาส......
พี่เลี้ยง และ อาสาสมัคร หลายคน ต่างจ้า ละหวั่น พาเด็ก ที่อายุ15ปีบริบูรณ์ไปยังประตูสถานรับเลี้ยงเด็ก มีทั้งพวกที่ หวาดกลัวกับความตาย(อาจจะเพราะรู้สึกว่าตัวเองฉลาด) และ พวกที่ไป อย่างว่าง่าย (ตรงกันข้าม พวกนี้ คง คิดว่า ตัวเอง โง่แน่ 100%)

ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ สอง แต่ ก็ไม่ได้คิดว่า ตัวเองโง่อะไร......

เวลานี้สิ่งที่ผมควรจะคิดคือ ผมเป็นคนฉลาดที่สุดในโลก อย่างน้อยก็ในรถตู้ของรัฐวันนี้

ประตูสถานรับเลี้ยงเด็ก เปิดออกช้าๆ ด้วยระบบ อัตโนมัติ

ผม เดินปะปนกับเด็กคนอื่นๆ ด้วยท่าทีสงบ ไม่ได้แตกตื่นเหมือน เด็กครึ่งหนึ่งที่เหลือ

ระหว่างทางไปที่ประตู ผม พบคุณพ่อ ยืนอยู่ บริเวณ ลาน อาหาร คอย บอกลา พวก เด็กๆด้วยใบหน้า ที่ผมก็บรรยายไม่ถูกว่าเศร้าที่เด็กๆจากไป หรือ สุขที่พวกเด็กๆจะไปเริ่มชีวิตใหม่

แล้วคุณพ่อก็หยุดกริยาทุกอย่างเมื่อเห็นหน้าผม........


คุณพ่อคงเห็นผมเป็นตัว อันตรายไปแล้วกระมัง.......


ซึ่งผมก็ไม่ว่าอะไรเพราะยังไง ก็จะไม่ได้เจอ คนนี้อีกแล้ว......

หลังจากที่ผม เดินผ่านไป คุณพ่อ จึงรวบรวม สติได้และ กล่าวคำอำลา พวก ลูกๆ ต่อไป


กว่า 30 ชีวิต ยืนรอ รถตู้อยู่ตรงนั้น.......


ระหว่างนั้น ผมรู้สึกถึงไอเย็น จาก สภาพแวดล้อม รอบตัว

วัตถุสีเล็กๆเริ่มโปรยปราย ลง สู่พื้นดินเรื่อยๆ


ละอองสีขาวบริสุทธิ์ นำพาความหนาวเหน็บ เข้ามา


จริงสิ......


ลืมไปใส่ใจกับเรื่องนี้ไปเลย......


วันนั้น หิมะ ก็ตกแบบนี้ นี่นา.......


เอลวิน น่ะ นอนซ่อมรถอยู่ท่ามกลางหิมะ........


เรื่องนั้นช่างมันเถอะ........


ตอนนี้ผมรู้แค่ว่า พระเจ้า เข้าข้าง ผมแล้ว พระเจ้า เข้าข้างผมจนได้หลังจาก ที่ผมรอคอยมากว่า10ปี


ปุยน้อยนี้คือของกำนัล จากท่าน แด่ผม......


ของขวัญพิเศษ ที่มอบให้ผมโดยเฉพาะ ปรกติ หิมะ ไม่ตกช่วงเดือนนี้หรอก


ผมไม่เคยก้าวออกจาก ประตูสถานรับเลี้ยงเด็ก กำพร้า ตั้งแต่ เอลวินจากไปวันนั้น



เวลาที่หยุดไปกำลังจะเริ่มเดินอีกครั้ง.......


สามปีที่แล้ว เอลวินและผม มายืนอยู่ที่นี่.........


แต่ปีนี้ ผมยืนอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บเพียงคนเดียว........


สามปีที่แล้วเอลวินทิ้งความทรงจำไว้........


ปีนี้ผมเก็บความทรงจำไว้...........


สามปีที่แล้วผมยืนอยู่ที่นี่ด้วยหยดน้ำตา และ คำ ล่ำลา.......


แต่ปีนี้ผมยืนอยู่ที่นี่เพื่อก้าวต่อไป...........


edit @ 2007/01/23 20:59:40
edit @ 2007/01/25 19:30:11

edit @ 2007/01/25 20:26:57

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ผมเป็นนักศึกษาปริญญาโท กำลังทำงานวิจัยเกี่ยวกับเว็บบล็อกอยู่
จึงใคร่ขอความร่วมมือจากท่านเจ้าของเว็บบล็อกนี้ ถ้าไม่เป็นการรบกวนกรุณาติดต่อกลับมาที่ greentea_sp@hotmail.com
ถ้าขอความนี้เป็นการรบกวนท่าน ผมก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ และก็ต้องขอขอบคุณล่วงหน้าสำหรับท่านที่ให้ความร่วมมือครับ

#1 By greentea (125.24.132.78) on 2007-01-22 21:54

i stop by because of your name
And i found this touching story
Nice to know you

#2 By i am solid on 2007-01-22 23:01